เทพเจ้าราห์....จากQuizzฮ่าๆ...

posted on 25 Jun 2009 18:53 by suriyathepra69
เทพเจ้าของชาวอิยิปต์โบราณ อีกองค์ที่จะแนะนำ ในฉบับนี้เป็นประมุขของทวยเทพแห่งไอยคุปย์มีพระนามว่า “เทพเจ้ารา” คือ สุริยเทพผู้ยิ่งใหญ่ คำว่า “รา” อาจหมายถึงผู้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ และเป็นคำแรกที่นำมาใช้กับคำว่า ซัน(Sun) ซึ่งหมายถึงดวงอาทิตย์ ต่อมาก็ได้กลายเป็นพระนามของเทพเจ้าสำหรับกำเนิดเทพเจ้ารา ชาวไอยคุปต์บางแห่งเล่าว่า เทพอะตุม คือผู้สร้างเทพเจ้าราขึ้นมา แต่ที่เล่ากันทั่วไปก็คือเทพเจ้านั้นเป็นผู้สร้างเทพเจ้าราขึ้นมาตามแรงปรารถนาของเทพเจ้าราเองคงเป็นแบบตำนานเทพเจ้าของชมพูทวีปที่ว่า สยัมภู ที่หมายความว่าเกิดด้วยตนเองนั่นเองครับ

         มีเรื่องเล่าว่า เทพเจ้าราทรงเนรมิตเทพยดาคู่แรกขึ้น คือ เทพเจ้าชูและเทวีเทฟนัท ต่อมาเทพเจ้าชูและเทวีเทฟนัทก็ได้ให้กำเนิดเทพเจ้าเก๊บและเทวีนัท ซึ่งมีพระโอรสและพระธิดาคือ เทพเจ้าโอซิริส, เทวีเนปทิส และเทพเจ้าเซ็ต ต่อมาเทพเจ้าราและเทพเจ้าและเทวีทั้ง ๘ องค์ ก็ได้สร้างศูนย์กลางพิธีกรรมขึ้น และได้กลายเป็นสถานที่ชาวไอยคุปต์เคารพบูชารวมกันที่เมืองเฮลิโอโปลิส แม้ว่าเทพเจ้าราจะเป็นผู้ให้กำเนิดเทพยดาดังกล่าว แต่จริงๆ แล้วพระองค์ยังไม่มีชายา จนกระทั่งต่อมาก็ได้พระชายาทรงพระนามว่า แร็ต ซึ่งคงจะประยุกต์มาจากคำว่า “รา” นั่นเอง พระชายาแร็ตนี้ยังมีพระนามอื่นอีก เช่น อูแซ็ส และเอิร์ท เฮคู ซึ่งหมายถึง ความยิ่งใหญ่ของมนต์วิเศษ  
นอกจากนี้ยังมีปางเทวปกรณัมเล่าอีกว่า เทพเจ้าราเป็นโอรสของเทพเจ้าเก๊บและเทวีนัท โดยมีรูปร่างเป็นรูปวัวตัวเมีย ทุกๆ เช้า เทพเจ้าจะเกิดเป็นลูกวัว ส่วนในตอนเที่ยงวันจะเติบใหญ่เป็นวัวตัวผู้ และตายในเวลาเย็น จากนั้นก็เกิดใหม่ในเช้าวันใหม่ต่อไปอีก

         เทพเจ้าราทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นพระบิดาและราชาแห่งเทพยดา นอกจากนั้นยังได้รับการยกย่องอีกว่าเป็นพระบิดาของมนุษย์และสัตว์ รวมทั้งสิ่งที่มีชีวิตทั้งมวล เล่ากันว่ามนุษย์และสิ่งมีชีวิตเกิดมาจากพระเสโท และน้ำพระเนตรของพระองค์ ตามตำนานเล่าว่าในยุคแรกๆ เทพเจ้าราทรงปกครองโลก ซึ่งอยู่เหนือจักรวาลที่พระองค์ทรงเนรมิตขึ้น ในยุคนั้นเรียกว่า ยุคทองของชาวไอยคุปต์ เนื่องจากเป็นยุคที่บรรดาเทพเจ้าและมนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข จึงเชื่อกันต่อไปอีกว่า บรรดาวิทยาการโบราณหลากหลายที่ว่าล้ำเลิศพิสดารนั้น มนุษย์ ได้รับสืบทอดจกเทพเจ้าเหล่านั้นนั่นเอง

          ต่อมาเทพเจ้าราทรงจำแลงแปลงพระวรกายเป็นร่างมนุษย์ เช่นเดียวกับชาวไอยคุปต์ทั่วไป และได้กลายเป็นฟาโรห์ พระองค์แรกที่ปกครองอาณาจักรไอยคุปต์จนเจริญรุ่งเรืองต่อกันมาหลายปี แต่ถึงอย่างไรก็ตาม พระองค์ก็ไม่อาจปกครองอาณาจักรไอยคุปต์ตลอดไปได้ เนื่องจากทรงชรามากขึ้นและนับวันพระวรกายจะมีแต่ซูบผอมและอ่อนแอ จนกระทั่งประชาราษฎร์บางกลุ่มคิดแข็งข้อต่อต้าน จนต้องเชิญบรรดาเทพยดามาชุมนุมร่วมกัน และพระองค์ได้ตรัสถามความเห็นว่า พระองค์ควรใช้พระเนตร (ตาไฟ)เผาผลาญทำลายชีวิตกลุ่มบุคคลดังกล่าวให้วอดวายไปในพริบตาดีหรือไม่ แต่ได้รับข้อเสนอว่าการกระทำดังกล่าว จะทำให้ชีวิตคนดีที่ไม่มีความผิดพลอยถูกทำลาย อีกทั้งพืชพันธุ์ธัญญาหารและผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์คงจะถูกเผาผลาญ เป็นทะเลทรายไปด้วย ควรใช้หนทางอื่นปราบปรามเฉพาะกลุ่มคนชั่วร้ายเท่านั้นจะเหมาะสมกว่า ด้วยเหตุดังกล่าว เทพเจ้าราจึงได้วางแผนใหม่ โดยได้เนรมิตเทวีฮาเทอร์ เป็นร่างสิงโตตัวเมียสูงใหญ่และดุร้าย ออกไปล่าเหยื่อกลุ่มมนุษย์ชั่วร้าย ได้ฉีกเนื้อมนุษย์และดื่มเลือดเป็นอาหาร แต่ในภายหลังเทพเจ้ารารู้สึกเศร้าพระทัยที่มนุษย์ล้มตายเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสิงโตเมามันกับการกินเนื้อและดื่มเลือดมนุษย์ โดยไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดโดยง่าย จึงได้วางแผนยุติความบ้าคลั่งของสิงโต และอภัยโทษให้ประชาชนเหล่านั้น กลับไปใช้ชีวิตในเมืองอย่างสันติสุขเช่นเดิม

 

         ในที่สุดเทพเจ้าราทรงตระหนักถึงปัญหาต่างๆ ในการปกครองโลกมนุษย์จึงคิดที่จะละจากการปกครองโลก ดังนั้นพระองค์จึงทรงวัวตัวเมีย (หรือเทวีนัท) เหาะขึ้นไปสู่สวรรค์ ส่วนเทพเจ้าและเทวีได้ตามเสด็จโดยเกาะติดกับท้องวัวไปด้วย และได้กลายเป็นดวงดาวต่าง ๆ ในเวลาต่อมา
ด้วยเหตุดังกล่าว ทำให้สวรรค์กับโลก และเทพเจ้ากับมนุษย์แยกจากกันโดยปริยาย กลายเป็นโลกใหม่นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ส่วนเทพเจ้าราทรงสละตำแหน่งผู้ปกครองโลกให้แก่เทพเจ้าท็อต (เทพเจ้าแห่งดวงจันทร์) ซึ่งได้นำแสงสว่างกลับมาสู่มวลมนุษย์ นี่คือเรื่องราวที่ชาวไอยคุปต์เล่าถึงในชีวิตประจำวัน ช่วงที่ดวงอาทิตย์มืดมิด หรือหายไปในตอนกลางคืน และมีดวงจันทร์กลับมาให้ความสว่างแทน ตอนนี้ก็คงเช่นชาติอื่นๆที่เอาเรื่องเทวดามาอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่มนุษย์พบเห็น

         มีตำนานประหลาดเล่าว่า เทพเจ้าราทรงเกิดขึ้นตอนเช้าเป็นเด็ก และในตอนเที่ยงก็จะเป็นผู้ใหญ่ ครั้นถึงตอนเย็นก็จะเป็นคนชรา ซึ่งต้องตายในคืนนั้น เรื่องนี้สอดคล้องกับตำนานเทพเจ้าราขณะทรงปกครองโลก โดยได้เล่าไว้ว่า เมื่อเทพเจ้าราเสด็จลงประทับเรือ เดินทางในยามรัตติกาลก็จะจำแลงเปลี่ยนพระเศียรเป็นรูปหัวแกะ และพระองค์ก็ทรงมีพระนามอีกว่า อัฟ – รา หรือ อัฟ ซึ่งหมายถึงซากศพคนตาย พระองค์เดินทางตลอดสิบสองชั่วโมงแห่งความมืด เรือที่ประทับมีชื่อว่า เมเซ็ค เค็ต หรือ เรือยามราตรีชาวไอยคุปต์ เชื่อว่าวิญญาณของฟาโรห์ ซึ่งเสด็จสวรรคตไปแล้ว (รวมทั้งมนุษย์ในช่วงต่อมา) จะอยู่ในรูปดวงดาว ซึ่งคอยรับใช้เป็นลูกเรือของเรือสุริยะ ดวงดาวเหล่านั้นก็จะไม่ตกในระหว่างช่วงกลางวัน ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ เนื่องจากแสงอันเจิดจ้าของดวงอาทิตย์นั่นเอง

 

         เทพเจ้ารา เป็นเทพเจ้าที่ได้รับการสรรเสริญ และเคารพบูชาทั่วทั้งอาณาจักรไอยคุปต์ ซึ่งต่างก็ถือว่าพระองค์คือผู้สร้างโลกและจักรวาล รวมทั้งเทพยดาทั้งมวลในสมัยยุคอาณาจักรเก่าบรรดาฟาโรห์ที่ปกครองอาณาจักรไอยคุปต์ต่อกันมา มักจะตรัสอ้างว่า เป็นโอรสของเทพเจ้ารา และสวมเครื่องรางรูปพระเนตร อันเป็นสัญลักษณ์ของเทพเจ้ารา อันหมายถึงอำนาจศักดิ์สิทธิ์และสูงสุด ศาสตร์พลังจิตต่างๆ ของไอยคุปต์ ก็อ้างอิงคติจากมหาเทพองค์นี้ด้วย โดยเฉพาะ “จัทส์” เครื่องรางรูปดวงเนตรแห่งรานั้นถือว่าทรงอานุภาพสูงสุดทีเดียว…..

        
    


คัมภีร์มรณะ.....

posted on 25 Jun 2009 18:14 by suriyathepra69

คัมภีร์มรณะ

(Book of the Dead) มีชื่อดั้งเดิมในภาษาฮีโรกลิฟฟิก แปลว่า The Cahptors of Coming-Forth-By-Day ในปี ค.ศ. 1842 นาย โทมัส จี อัลเลน (Thomas G. Allen) ผู้แปลภาษาอียิปต์โบราณที่เก่าแก่ที่สุดของโลก ได้ให้ความหมายของคัมภีร์มรณะว่า เป็นความปรารถนาที่จะเดินทางไปยังยมโลก

คัมภีร์มรณะทำด้วยกระดาษปาปิรุส (Papyrus) บรรจุถ้อยคำยาวเหยียด อักษรสีแดงใช้เป็นหัวเรื่อง หรือคำที่เน้นว่าสำคัญ นอกนั้นใช้สีดำ บางครั้งก็มีวาดรูปประกอบไว้ด้วย[1]

ชีวิตหลังความตายของชาวอียิปต์โบราณนั้นเชื่อว่า เมื่อตายไปแล้วอนูบิส (Anubis) จะมารับดวงวิญญาณไปสู่ยมโลก โดยพานั่งเรือเทพเจ้ารา (Ra) ซึ่งเป็นเทพแห่งพระอาทิตย์ ผ่านอาณาจักรของเทพเจ้ารา ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์มาก จากนั้นเรือก็จะผ่านเขตสุดท้ายคือมหาวิหารพิพากษาของเทพโอซิริส วิญญาณของผู้ตายก็จะถูกเกณฑ์ลงเรือเข้าไปยังห้องพิพากษาของวิญญาณ ตรงกลางมีตราคันชั่งใหญ่แบบตราชู เทพฮอรัสกับเทพอนูบิสจะทำการกำกับการชั่ง โดยนำเอาหัวใจของผู้ตายชั่งไว้ข้างหนึ่งของตาชั่ง ส่วนอีกข้างจะเป็นขนนกของเทพีมะอาท (Maat) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรม

ผู้ตายจะต้องประกาศความดีที่ตนเคยทำเอาไว้ครั้งที่ตนยังมีชีวิตอยู่ พร้อมทั้งประกาศว่าตนไม่เคยทำความผิดบาป 42 ประการ เช่น ไม่เคยชักชวนให้ผู้อื่นเสียคน ไม่เคยใส่ร้ายป้ายสีใคร ไม่เคยกล่าวคำเท็จ ไม่เคยเบียดเบียนผู้อื่น ไม่เคยฉ้อฉล ไม่เคยสั่งฆ่าผู้ใด ไม่เคยฆ่าใคร ไม่เคยลบหลู่ดูหมิ่นพระเจ้า และไม่เคยทำในสิ่งที่พระองค์รังเกียจ เป็นต้น ผู้ตายจะต้องประกาศสิ่งเหล่านี้ต่อหน้าเทพโอซิริส (Osiris)

หากสิ่งที่ผู้ตายพูดเป็นความจริง ขนนกของเทพีมะอาทจะหนักกว่าหัวใจของผู้ตาย นั่นก็ถือว่าผู้ตายได้ผ่านการทดสอบ และได้เข้าไปอยู่ในดินแดนของเทพเจ้ารา ที่เต็มไปด้วยแสงสว่าง ความสวยงาม และความอุดมสมบูรณ์ไม่รู้จักจบจักสิ้น

แต่ถ้าสิ่งที่ผู้ตายพูดเป็นเท็จ หัวใจของผู้ตายจะหนักกว่าขนนกของเทพีมะอาท นั่นก็ถือว่าผู้ตายไม่ได้ผ่านการทดสอบ และผู้นั้นจะไม่ได้ไปในที่ๆ เป็นดินแดนของเทพเจ้ารา ดินแดนแห่งนั้นจะเป็นที่ๆ ผู้ตายจะไม่ได้รับแสงสว่างจากเทพเจ้าราเลย และยังเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยความอดอยากหิวโหย

คัมภีร์มรณะเกิดขึ้นภายหลังจากการที่อียิปต์อยู่ในสมัยจักรวรรดิแล้ว ก่อนหน้านั้น อียิปต์ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพวกฮิกซอสเป็นเวลานานถึง 200 ปี ศาสนาและหลักศีลธรรมของอียิปต์เรื่อมเสื่อมลง ความเชื่อเรื่องเครื่องลางของขลังได้เข้ามาแทนที่ ทำให้พวกพระเข้ามามีบทบาทในจิตใจของชาวอียิปต์อย่างมาก พวกพระเหล่านี้เป็นพระที่มีความละโมภในทรัพย์สิน ได้เป็นผู้ริเริ่มขายหนังสือเวทมนตร์ต่างๆ ซึ่งเป็นการล้มล้างความผิดให้กับผู้ตาย โดยการเขียนใส่กระดาษปาปิรุส (Papyrus) ใส่ไว้ในหว่างขาของมัมมี่ (Mummy) หรือตรงฐานโลงศพ

ข้อความในคัมภีร์มรณะเป็นคาถาอาคมป้องกันไม่ให้วิญญาณเสื่อมสลาย บทร่ายเวทมนตร์ช่วยให้วิญญาณพ้นจากการถูกขังในยมโลก บรรยากาศการตัดสินต่อหน้าเทพโอซิริสในยมโลก รวมถึงคำพูดที่ผู้ตายควรพูดเมื่ออยู่ต่อหน้าเทพเจ้าโอซิริส

เชื่อกันว่า การซื้อคัมภีร์มรณะถือว่าเป็นการซื้อใบเบิกทางให้ตนได้เข้าสู่อาณาจักรของเทพเจ้ารา แม้ว่าจะเคยทำผิดหรือไม่ก็ตาม ทำให้ไม่จำเป็นต้องทำความดี ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ศาสนาและหลักศีลธรรมของอียิปต์เริ่มเสื่อมลง

 

ขอบคุณ

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=anotherside&month=04-2009&date=26&group=31&gblog=39

+++++++++++++++++++++++++++

สัญลักษณ์รูปตาของอียิปต์โบราณ




สัญลักษณ์รูปตาที่เรามักจะเห็นกันบ่อยๆ ในศิลปะของอียิปต์นั้น
เป็นสัญลักษณ์แทนดวงตาของเทพเจ้าของอียิปต์ที่มีความสำคัญมากองค์หนึ่ง นั่นคือ
เทพฮอรัส เทพเจ้าแห่งท้องฟ้าที่มีศีรษะเป็นนกเหยี่ยว มีดวงตาข้างหนึ่งเป็นดวงอาทิตย์ และอีกข้างเป็นดวงจันทร์
เราจึงเรียกสัญลักษณ์นี้ว่า ดวงตาของฮอรัส (Eye of Horus หรือ wedjat)
ที่แทนด้วยดวงตาของมนุษย์ที่มีหางตาเป็นแบบของเหยี่ยว และมีลวดลายสัญลักษณ์รอบๆ ตา
ซึ่งบางครั้งก็มีหยดน้ำตาด้วย โดยที่คนอียิปต์โบราณจะออกเสียงเรียกสัญลักษณ์นี้ว่า “udjat”

ชาวอียิปต์โบราณนับถือดวงตาของฮอรัสเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องคุ้มครอง
และยังได้รับการเปรียบว่าเป็นสัญลักษณ์ของความรอบรู้ สุขภาพดี และความมั่งคั่ง นอกจากนี้ คนโบราณยังเคารพ
ดวงตาของฮอรัสเสมือนตัวแทนของอาณาจักรใหม่อันเป็นนิรันดร์จากฟาโรห์องค์หนึ่งไปสู่ฟาโรห์อีกองค์หนึ่ง
โดยชาวอียิปต์เชื่อว่า สัญลักษณ์นี้มีพลังอำนาจมหาศาลและมีเวทมนตร์ที่ส่งผลต่อการสร้างความเป็นอันหนึ่งอัน
เดียวกันให้กับโลกที่ไม่มีความมั่นคง และแก้ไขสิ่งที่ไม่เที่ยงธรรม
รวมทั้งยังเชื่อว่า สัญลักษณ์ของสิ่งที่ไม่มีสิ่งใดทำลายได้นี้จะช่วยในการเกิดใหม่อีกครั้งด้วย

ทั้งนี้ ตามตำนานเทพโบราณ เทพฮอรัสเป็นโอรสของเทพโอซิริสและเทพีไอซิส ผู้ปกครองดินแดนลุ่มแม่น้ำไนล์
โดยมีเทพเซธคอยอิจฉาริษยาและพยายามหาทางแย่งชิงราชบัลลังก์
ต่อมาเทพเซธได้สังหารบิดาของเทพฮอรัสและแยกชิ้นส่วนไปทิ้งตามที่ต่างๆ ทั่วอียิปต์
ทั้งยังควักลูกตาของพระองค์ออกข้างหนึ่ง โดยมีเทพทอต เทพเจ้าแห่งความฉลาดรอบรู้ ผู้สนับสนุนศาสตร์ความรู้
และศิลปะแห่งการเขียนเป็นผู้เก็บดวงตานั้นกลับมาและรักษาอย่างอดทนจนพระองค์หายดี
และในที่สุดพระองค์ก็สามารถตามเก็บชิ้นส่วนของพระบิดากลับมาได้

ในปัจจุบัน สัญลักษณ์นี้ได้รับความนิยมไม่น้อยเลยทีเดียว บางคนก็สักรูปดวงตาของฮอรัสเพื่อความเป็นสิริมงคล
ตามความหมายดั้งเดิมของอียิปต์โบราณ ตลอดจนเครื่องประดับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แหวน สร้อย ต่างหู
ก็มีการออกแบบโดยใช้ดวงตาของฮอรัสเป็นต้นแบบอีกด้วย

ที่มา : ผู้จัดการ