น.ส. ณัฐกานต์ สกุลดาราชาติ โรงเรียนธารปราสาทเพชรวิทยา จ.นครราชสีมา

ขั้นตอนการทำมัมมี่

ต่อมาอีกหลายร้อยปี ชาวอียิปต์ก็ได้ศึกษาทดลองวิธีต่างๆเพื่อจะรักษาสภาพศพให้คงทนอยู่ได้ กรรมวิธีในการรักษาศพให้คงทน ประกอบด้วยการแช่อาบศพด้วยสิ่งที่ชะงักการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย แล้วพันด้วยแถบผ้าลินิน ปัจจุบันเราเรียกกรรมวิธีนี้ว่า การทำมัมมี่ ขั้นตอนการทำมัมมี่ มีอยู่ 13 ขั้นตอนนะคะ

ขั้นตอนที่ 1.


ศพถูกนำไปยังเต๊นท์พิเศษ ที่เรียกว่า อีบู ซึ่งมีความหมายว่า สถานที่ชำระศพให้บริสุทธิ์ ผู้ทำมัมมี่จะอาบศพด้วยเหล้าที่ทำจากน้ำตาลสด และชำระล้างด้วยน้ำจากแม่น้ำไนล์

ขั้นตอนที่ 2.

ช่างก็จะผ่าช่องท้องด้านซ้ายเพื่อเอาอวัยวะภายในออก เนื่องด้วยอวัยวะภายใน ซึ่งมีความชื้นสูง จะเป็นสิ่งแรกที่เน่าสลายอย่างรวดเร็ว จึงต้องเอาออก เหลือไว้แต่หัวใจที่จะทิ้งไว้ภายในศพ เพราะพวกเขาเชื่อว่า หัวใจคือศูนย์รวมแห่งปัญญาและความรับรู้ทั้งปวง ที่ผู้ตายยังต้องการใช้ในโลกแห่งวิญญาณ

ขั้นตอนที่ 3.

ส่วน ตับ ปอด กระเพาะ และลำไส้ จะถูกนำมาชำระล้างจนสะอาด แล้วนำไปกลบไว้ด้วยเกลือเม็ดที่เรียกว่า Natron ซึ่งเป็นเกลือโซเดียมคาร์บอร์เนต ...

แล้วเขาจะสอดตะขอผ่านเข้าทางช่องจมูก เพื่อเกี่ยวเอาเนื้อสมองออกมา เพราะสมองก็เหมือนอวัยวะภายในที่มีความชื้นสูง ถ้าทิ้งไว้จะทำให้แห้งยาก และก่อให้เกิดการย่อยสลายได้ง่าย


ขั้นตอนที่ 4.

จากนั้นก็เอาศพไปวางกลบด้วยเกลือเม็ดให้แห้ง ของเหลวจากร่างกาย และผ้าที่ใช้ในการเตรียมศพทุกชิ้น ก็จะเก็บรักษาไว้อย่างดี เพื่อนำไปฝังพร้อมกับศพ

ขั้นตอนที่ 5.

ช่องว่างภายในก็ใส่เกลือเม็ดไว้ เพื่อป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย อันจะทำให้ร่างเปื่อยเน่าสูญสลายไปได้

ขั้นตอนที่ 6.

ศพจะถูกแช่เกลือไว้สี่สิบวันจนแห้งดี แล้วจะถูกนำมาชำระล้างด้วยน้ำจากแม่น้ำ
ไนล์อีก แล้วจะเคลือบผิวหนังด้วยน้ำมันเพื่อให้ผิวหนังคงสภาพอ่อนนุ่มไม่แห้งกระด้างไปตามกาลเวลา

ขั้นตอนที่ 7.

อวัยวะภายในที่แห้งแล้วจากการแช่เกลือ ก็จะถูกนำกลับมาบรรจุในช่องท้องและช่องอกตามเดิม

ขั้นตอนที่ 8.

แล้วจะเติมด้วยของแห้งอย่างอื่นให้เต็ม เช่นขี้เลื่อยหรือใบไม้และผ้าลินิน เพื่อให้ดูเหมือนยามมีชีวิตอยู่ ไม่ยุบตัวลงไปตามกาลเวลาในภายหลัง

ขั้นตอนที่ 9.

จากนั้นก็จะชำระศพด้วยน้ำมันหอมอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะนำไปพันผ้าลินินในขั้นต่อไป

 

แล้วก็ ที่เราหายไปนานมากๆๆๆๆๆน่ะค่ะ อยากจะบอกว่า ตอนนี้โซได้งานทำแล้วค่ะ ที่หายไปนานมากที่เหมือนกับจะทิ้งบล๊อกเลยเนี่ยล่ะค่ะ แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ โซกลับมาแล้วค่ะ^^

เทพเจ้าราห์....จากQuizzฮ่าๆ...

posted on 25 Jun 2009 18:53 by suriyathepra69
เทพเจ้าของชาวอิยิปต์โบราณ อีกองค์ที่จะแนะนำ ในฉบับนี้เป็นประมุขของทวยเทพแห่งไอยคุปย์มีพระนามว่า “เทพเจ้ารา” คือ สุริยเทพผู้ยิ่งใหญ่ คำว่า “รา” อาจหมายถึงผู้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ และเป็นคำแรกที่นำมาใช้กับคำว่า ซัน(Sun) ซึ่งหมายถึงดวงอาทิตย์ ต่อมาก็ได้กลายเป็นพระนามของเทพเจ้าสำหรับกำเนิดเทพเจ้ารา ชาวไอยคุปต์บางแห่งเล่าว่า เทพอะตุม คือผู้สร้างเทพเจ้าราขึ้นมา แต่ที่เล่ากันทั่วไปก็คือเทพเจ้านั้นเป็นผู้สร้างเทพเจ้าราขึ้นมาตามแรงปรารถนาของเทพเจ้าราเองคงเป็นแบบตำนานเทพเจ้าของชมพูทวีปที่ว่า สยัมภู ที่หมายความว่าเกิดด้วยตนเองนั่นเองครับ

         มีเรื่องเล่าว่า เทพเจ้าราทรงเนรมิตเทพยดาคู่แรกขึ้น คือ เทพเจ้าชูและเทวีเทฟนัท ต่อมาเทพเจ้าชูและเทวีเทฟนัทก็ได้ให้กำเนิดเทพเจ้าเก๊บและเทวีนัท ซึ่งมีพระโอรสและพระธิดาคือ เทพเจ้าโอซิริส, เทวีเนปทิส และเทพเจ้าเซ็ต ต่อมาเทพเจ้าราและเทพเจ้าและเทวีทั้ง ๘ องค์ ก็ได้สร้างศูนย์กลางพิธีกรรมขึ้น และได้กลายเป็นสถานที่ชาวไอยคุปต์เคารพบูชารวมกันที่เมืองเฮลิโอโปลิส แม้ว่าเทพเจ้าราจะเป็นผู้ให้กำเนิดเทพยดาดังกล่าว แต่จริงๆ แล้วพระองค์ยังไม่มีชายา จนกระทั่งต่อมาก็ได้พระชายาทรงพระนามว่า แร็ต ซึ่งคงจะประยุกต์มาจากคำว่า “รา” นั่นเอง พระชายาแร็ตนี้ยังมีพระนามอื่นอีก เช่น อูแซ็ส และเอิร์ท เฮคู ซึ่งหมายถึง ความยิ่งใหญ่ของมนต์วิเศษ  
นอกจากนี้ยังมีปางเทวปกรณัมเล่าอีกว่า เทพเจ้าราเป็นโอรสของเทพเจ้าเก๊บและเทวีนัท โดยมีรูปร่างเป็นรูปวัวตัวเมีย ทุกๆ เช้า เทพเจ้าจะเกิดเป็นลูกวัว ส่วนในตอนเที่ยงวันจะเติบใหญ่เป็นวัวตัวผู้ และตายในเวลาเย็น จากนั้นก็เกิดใหม่ในเช้าวันใหม่ต่อไปอีก

         เทพเจ้าราทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นพระบิดาและราชาแห่งเทพยดา นอกจากนั้นยังได้รับการยกย่องอีกว่าเป็นพระบิดาของมนุษย์และสัตว์ รวมทั้งสิ่งที่มีชีวิตทั้งมวล เล่ากันว่ามนุษย์และสิ่งมีชีวิตเกิดมาจากพระเสโท และน้ำพระเนตรของพระองค์ ตามตำนานเล่าว่าในยุคแรกๆ เทพเจ้าราทรงปกครองโลก ซึ่งอยู่เหนือจักรวาลที่พระองค์ทรงเนรมิตขึ้น ในยุคนั้นเรียกว่า ยุคทองของชาวไอยคุปต์ เนื่องจากเป็นยุคที่บรรดาเทพเจ้าและมนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข จึงเชื่อกันต่อไปอีกว่า บรรดาวิทยาการโบราณหลากหลายที่ว่าล้ำเลิศพิสดารนั้น มนุษย์ ได้รับสืบทอดจกเทพเจ้าเหล่านั้นนั่นเอง

          ต่อมาเทพเจ้าราทรงจำแลงแปลงพระวรกายเป็นร่างมนุษย์ เช่นเดียวกับชาวไอยคุปต์ทั่วไป และได้กลายเป็นฟาโรห์ พระองค์แรกที่ปกครองอาณาจักรไอยคุปต์จนเจริญรุ่งเรืองต่อกันมาหลายปี แต่ถึงอย่างไรก็ตาม พระองค์ก็ไม่อาจปกครองอาณาจักรไอยคุปต์ตลอดไปได้ เนื่องจากทรงชรามากขึ้นและนับวันพระวรกายจะมีแต่ซูบผอมและอ่อนแอ จนกระทั่งประชาราษฎร์บางกลุ่มคิดแข็งข้อต่อต้าน จนต้องเชิญบรรดาเทพยดามาชุมนุมร่วมกัน และพระองค์ได้ตรัสถามความเห็นว่า พระองค์ควรใช้พระเนตร (ตาไฟ)เผาผลาญทำลายชีวิตกลุ่มบุคคลดังกล่าวให้วอดวายไปในพริบตาดีหรือไม่ แต่ได้รับข้อเสนอว่าการกระทำดังกล่าว จะทำให้ชีวิตคนดีที่ไม่มีความผิดพลอยถูกทำลาย อีกทั้งพืชพันธุ์ธัญญาหารและผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์คงจะถูกเผาผลาญ เป็นทะเลทรายไปด้วย ควรใช้หนทางอื่นปราบปรามเฉพาะกลุ่มคนชั่วร้ายเท่านั้นจะเหมาะสมกว่า ด้วยเหตุดังกล่าว เทพเจ้าราจึงได้วางแผนใหม่ โดยได้เนรมิตเทวีฮาเทอร์ เป็นร่างสิงโตตัวเมียสูงใหญ่และดุร้าย ออกไปล่าเหยื่อกลุ่มมนุษย์ชั่วร้าย ได้ฉีกเนื้อมนุษย์และดื่มเลือดเป็นอาหาร แต่ในภายหลังเทพเจ้ารารู้สึกเศร้าพระทัยที่มนุษย์ล้มตายเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสิงโตเมามันกับการกินเนื้อและดื่มเลือดมนุษย์ โดยไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดโดยง่าย จึงได้วางแผนยุติความบ้าคลั่งของสิงโต และอภัยโทษให้ประชาชนเหล่านั้น กลับไปใช้ชีวิตในเมืองอย่างสันติสุขเช่นเดิม

 

         ในที่สุดเทพเจ้าราทรงตระหนักถึงปัญหาต่างๆ ในการปกครองโลกมนุษย์จึงคิดที่จะละจากการปกครองโลก ดังนั้นพระองค์จึงทรงวัวตัวเมีย (หรือเทวีนัท) เหาะขึ้นไปสู่สวรรค์ ส่วนเทพเจ้าและเทวีได้ตามเสด็จโดยเกาะติดกับท้องวัวไปด้วย และได้กลายเป็นดวงดาวต่าง ๆ ในเวลาต่อมา
ด้วยเหตุดังกล่าว ทำให้สวรรค์กับโลก และเทพเจ้ากับมนุษย์แยกจากกันโดยปริยาย กลายเป็นโลกใหม่นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ส่วนเทพเจ้าราทรงสละตำแหน่งผู้ปกครองโลกให้แก่เทพเจ้าท็อต (เทพเจ้าแห่งดวงจันทร์) ซึ่งได้นำแสงสว่างกลับมาสู่มวลมนุษย์ นี่คือเรื่องราวที่ชาวไอยคุปต์เล่าถึงในชีวิตประจำวัน ช่วงที่ดวงอาทิตย์มืดมิด หรือหายไปในตอนกลางคืน และมีดวงจันทร์กลับมาให้ความสว่างแทน ตอนนี้ก็คงเช่นชาติอื่นๆที่เอาเรื่องเทวดามาอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่มนุษย์พบเห็น

         มีตำนานประหลาดเล่าว่า เทพเจ้าราทรงเกิดขึ้นตอนเช้าเป็นเด็ก และในตอนเที่ยงก็จะเป็นผู้ใหญ่ ครั้นถึงตอนเย็นก็จะเป็นคนชรา ซึ่งต้องตายในคืนนั้น เรื่องนี้สอดคล้องกับตำนานเทพเจ้าราขณะทรงปกครองโลก โดยได้เล่าไว้ว่า เมื่อเทพเจ้าราเสด็จลงประทับเรือ เดินทางในยามรัตติกาลก็จะจำแลงเปลี่ยนพระเศียรเป็นรูปหัวแกะ และพระองค์ก็ทรงมีพระนามอีกว่า อัฟ – รา หรือ อัฟ ซึ่งหมายถึงซากศพคนตาย พระองค์เดินทางตลอดสิบสองชั่วโมงแห่งความมืด เรือที่ประทับมีชื่อว่า เมเซ็ค เค็ต หรือ เรือยามราตรีชาวไอยคุปต์ เชื่อว่าวิญญาณของฟาโรห์ ซึ่งเสด็จสวรรคตไปแล้ว (รวมทั้งมนุษย์ในช่วงต่อมา) จะอยู่ในรูปดวงดาว ซึ่งคอยรับใช้เป็นลูกเรือของเรือสุริยะ ดวงดาวเหล่านั้นก็จะไม่ตกในระหว่างช่วงกลางวัน ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ เนื่องจากแสงอันเจิดจ้าของดวงอาทิตย์นั่นเอง

 

         เทพเจ้ารา เป็นเทพเจ้าที่ได้รับการสรรเสริญ และเคารพบูชาทั่วทั้งอาณาจักรไอยคุปต์ ซึ่งต่างก็ถือว่าพระองค์คือผู้สร้างโลกและจักรวาล รวมทั้งเทพยดาทั้งมวลในสมัยยุคอาณาจักรเก่าบรรดาฟาโรห์ที่ปกครองอาณาจักรไอยคุปต์ต่อกันมา มักจะตรัสอ้างว่า เป็นโอรสของเทพเจ้ารา และสวมเครื่องรางรูปพระเนตร อันเป็นสัญลักษณ์ของเทพเจ้ารา อันหมายถึงอำนาจศักดิ์สิทธิ์และสูงสุด ศาสตร์พลังจิตต่างๆ ของไอยคุปต์ ก็อ้างอิงคติจากมหาเทพองค์นี้ด้วย โดยเฉพาะ “จัทส์” เครื่องรางรูปดวงเนตรแห่งรานั้นถือว่าทรงอานุภาพสูงสุดทีเดียว…..